ทำไมต้องตัดสินใจด้วยนะ? 

ตัดสินใจ แล้วจะประสบความสำเร็จเหรอ?

 

คราวที่แล้ว  เราทิ้งท้ายเรื่องการจัดเวลา ว่าเป็นผลมาจาก 

การตัดสินใจของเรา  ความมุ่งมั่น  ความอดทน  และการมีทัศนคติที่ดี

 ในความเห็นส่วนตัวของเรา  

ทั้งสี่อย่างเป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จนั่นเอง

 อย่างไรก็ตาม มันย่อมมีเหตุผลแน่นอนค่ะ

 

วันนี้ขอกล่าวถึงเรื่องนี้   โดยการนำเพื่อนๆ เข้าสู่เรื่องสั้นที่มีเพื่อนๆ แต่ละคน เป็นตัวเอกของเรื่องนะคะ  

 

อยากให้เพื่อนๆ ลองหลับตาสักครู่  ค้างไว้นะคะ  แล้วจินตนาการว่า 

คุณปรือตาตื่นขึ้นช้าๆ 

พบว่ากำลังถูกรายล้อมด้วยผ้านวมผืนนุ่ม  บนที่นอนคู่ใจ

บรรยากาศยามเช้ากำลังเย็นๆ .... 

ไม่อยากจะลุกออกจากเตียง ไม่อยากเอาท่อนแขนเปลือยออกจากผ้าห่มเลย...มันเย็น

เฮ้อ(ยิ้มหน้าบาน)... หลบเข้าในผ้านวมต่อดีกว่า…… 

คิกๆๆ สบายจัง ^_^

 

ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก...    ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก... 

เสียงนาฬิกาปลุก....  เฮ่อ(ถอนหายใจ)   ขอนอนต่ออีกหน่อยน่า... 

ค่อยๆ หลับตาลง (ยิ้มน้อยๆที่มุมปาก....ข้าคือจ้าวโลกตัวจริง ฮ่าฮ่าฮ่า)

คร๊อก....ฟี้....  แล้วคุณก็ตัดสินใจนอนต่อค่ะ 

 

ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก...    ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก... 

เฮ่อ...(งัวเงียๆ)   7 โมงครึ่งแล้วเหรอ... 

ถึงวันนี้คุณไม่มีนัดไปทำอะไรที่ไหน  แต่คุณก็ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือเตรียมสอบ  เพราะพรุ่งนี้จะสอบแล้ว

แต่...เพิ่งเจ็ดโมงครึ่งเอง  ยังมีเวลาอ่านอีกทั้งวัน

นอนๆ อีกนิดหน่อยแล้วกัน  

 

วิ้ว...ลมพัดเข้าทางหน้าต่าง  บรรยากาศเย็นสบายชะมัด

คร๊อก....ฟี้....   ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก...  

คร๊อก....ฟี้....   ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก...  

คร๊อก....ฟี้.......... และคุณก็ตัดสินใจนอน...นอน...อย่างยาวเลย 

 

11 โมง!!!  พระเจ้าช่วยกล้วยทอด

ต้องอ่านหนังสือ  อ่านหนังสือ  อ่านหนังสือ อ่านหนังสือ

ว่าแล้วคุณก็รีบกุลีกุจอลุกจากที่นอน  พลางบ่นตัวเอง....

นอนเพลินอีกแล้วเรา  แล้วชั้นจะอ่านหนังสือทันมั๊ยเนี่ย...

แล้วคุณก็ปลอบตัวเอง  ไม่เป็นไรๆ...  ทันชัวร์  คนข้างบ้านมันยังอ่านหนังสือตอนเช้าก่อนสอบเลย

( ลืมคิดไปว่า  ตัวเองกับคนข้างบ้านเรียนคนละที่  วิชาก็ไม่เหมือนกัน 55+) 

 

คุณเดินเข้าห้องน้ำ   และด้วยความเร่งรีบ คุณจึงเผลอเตะขอบประตูห้องน้ำ

แป๊ะ!    อู๊ย.....เจ็บ  เจ็บ เจ็บ

คุณหดเท้าเข้ามา  จะเอาจมูกเป่า  ก็ลืมไปว่ามันเอาเข้าไม่ถึง 

คุณเลยเสียหลักเซหลังไปเล็กน้อย   หัวคุณเลยโขกเข้ากับขอบประตูห้องน้ำเข้าให้อีก

ปึก!   อู๊ย...เจ็บ  ไรนักหนาวะเนี่ย... 

คุณทั้งเท้าเจ็บและหัวโนเดินเข้าไปอาบน้ำ 

 

“ เพื่อดาวดวงนั้นที่ฝันที่อยากเป็น  เพื่อดาวดวงนั้น แม้ฝันคงไม่ไกล....”

เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือดัง 

คุณจ้ำอ้าวไปรับทั้งที่ยังมีผ้าขนหนูพันอยู่ เพราะไม่อยากเสียตังค์โทรกลับ 55+ 

“ ฮัลโหล ” 

“ ฮัลโหลโย๋เย๋ สาวน้อย ”

“ เฮ้! โชค!  หวัดดีแก  เป็นไงบ้าง  คลื่นรักอะไรหอบมา ถึงโทรหาเราเนี่ย” 

 คุณหัวเราะกร๊ากๆเสียงดัง  ขณะที่ปลายสายอีกด้าน  กำลังก้มเช็ดอ้วกที่พุ่งออกมาเมื่อสักครู่

“ พอดีว่าตอนนี้อยู่แถวๆ สยาม  นานๆ จะได้มาแถวนี้ที  เห็นว่าอยู่ใกล้ๆ  ออกมาเจอกันหน่อยดิ” 

 

คุณประมวลผลอย่างรวดเร็วในใจ....

ศุภโชคเป็นเพื่อนเก่าสมัย ม.ต้น... 

เรียนมหาวิทยาลัยที่ในกรุงเทพฯ แต่ไม่เคยเจอกันเลย... 

ศุภโชคเป็นเพื่อนที่นิสัยน่ารักมาก

เราก็อยู่ใกล้มากถ้าไม่เจอตอนนี้แล้วจะได้เจออีกเมื่อไหร่เนี่ย 

“ ได้เลยแก  ร่ายสถานที่มาเลย...”  และนี่คือการตัดสินใจอีกครั้งของคุณ

 

แล้วคุณก็เดินกลับไปแต่งตัวต่อด้วยความรวดเร็ว 

ความรวดเร็วในระดับที่ทำให้ความกระจ่างของใบหน้าจากการโบ๊ะแป้งฝุ่นไม่เท่ากัน

(โชคดีที่คุณใส่เสื้อถูกด้านนะเนี่ย) 

 

คุณออกไปเจอเพื่อนเก่าตั้งแต่เที่ยงวันยันห้าโมงเย็น

คุณรู้สึกดีใจมากที่ได้เจอเพื่อน 

หลังจากส่งเพื่อนกลับ  คุณก็เดินกลับที่พัก

 

จากนั้นเรื่องจริงของชีวิต! ก็ไหลเข้าสมองของคุณอีกครั้ง

ตายแล้ว...ชั้นต้องอ่านหนังสือ!  นี่มันจะหกโมงเย็นแล้ว

คุณรู้สึกตื่นเต้นและเป็นกังวล  แต่รู้สึกได้ไม่นาน  คุณก็ทำใจอย่างรวดเร็ว  และปลอบตัวเองว่า  

ม่เป็นไรน่ายังมีเวลาอีกทั้งคืน 

 

พอถึงที่พัก  คุณก็ทำนู่นนี่  คุยโทรศัพท์เม้าท์เรื่องรอบวันตามความเคยชิน  

คุณมองดูนาฬิกา  ทุ่มครึ่งแล้ว...  โอเค  ยังเม้าท์ได้อีก 

 

หลังจากที่เม้าท์เสร็จ  คุณก็นำข้าวกล่องที่ซื้อไว้มากิน 

ดูทีวีย่อยอาหารนิดหน่อย 

แล้วค่อยไปอาบน้ำ

 

คุณหัวเปียกออกมาจากห้องน้ำ  เงยหน้าขึ้นดูนาฬิกา

พระเจ้า...นี่มันจะสี่ทุ่มแล้ว!

คราวนี้คุณตกกะใจจริงๆ  คุณเริ่มกังวล และเริ่มรู้สึกกดดัน

หนังสือเล่มหนารอคุณอยู่  คุณจะจัดการมันให้ทันคืนนี้ยังไงเนี่ย? 

 

สมองของคุณเริ่มเบลอ  ใจคุณประท้วงว่าอยากจะนอนแล้ว

เพราะวันนี้ไปเดินเล่นมาทั้งวัน

แต่อีกด้าน  คุณก็กังวลเรื่องอ่านหนังสือสอบ!  

ถึงแม้มันจะเป็นการสอบที่ไม่มีผลต่อผลการเรียน  แต่มันก็มีผลต่อการสมัครงาน

และแม้คุณสามารถสอบใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ 

แต่คุณคิดในใจ  ...เสียค่าสมัครสอบใหม่ตั้งเป็นพัน  ไม่อยากจะเสียเด็ดขาด...   

 

คุณตัดสินใจแน่วแน่  ชั้นจะต้องอ่านหนังสือให้ได้มากที่สุดในคืนนี้

 

จากนั้นคุณหยิบกระดาษเอสี่ออกมาหนึ่งแผ่น 

เขียนตารางเวลาลงไป  แยกเป็นช่วง

22-24.00(อ่านส่วน 1),   24-03.00(นอน),   03-06.00(อ่านส่วน 2),  

06-08.00(นอน),  08-09.00(อาบน้ำแต่งตัว กินข้าว),  09-11(อ่านส่วน 3)

 

ว่าแล้วคุณก็ลงมืออ่านหนังสือทันที   ด้วยความกระวนกระวายใจ

คุณรู้ว่าความกระวนกระวายทำให้เสียสมาธิ  

 

คุณจึงหลับตา ตั้งสมาธิ  เพ่งความคิดไปที่คะแนนสอบ 80% ขึ้นไป

คุณรู้สึกตื่นเต้นขั้นมาทันที  และคิดว่าคุณต้องได้แน่ๆ  คุณจึงรู้สึกดีกับตัวเอง ^_^

 

เมื่อถึงช่วงพักนอน คุณก็นอน   คร๊อก...ฟี้...

ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก... 

คุณงัวเงียขึ้นมา  ไม่อยากลุกเลย  ขี้เกียจจังแต่...ไม่ได้  ต้องอ่าน  ต้องอ่านเท่านั้น

แล้วคุณก็ลงมืออ่านส่วนที่ 2 ต่อ

ทั้งง่วง  ทั้งอากาศเย็นน่านอน....  คุณต้องต่อสู้กับทั้งความขี้เกียจ และความง่วง

เอาน่า...คุณคิด  ต้องอ่านได้สิ  ถ้าเราอ่านนี่ได้หมด  เราทำข้อสอบได้แน่ๆ  เจ๋งจะตาย ^_^

คุณอ่านหนังสือด้วยความรู้สึกมั่นใจ  และรู้สึกดีกับตัวเอง 

 

จากนั้นก็ได้เวลาพักสายตา 

คุณซุกตัวเข้านอนแล้วก็ตื่นไปอาบน้ำ แต่งตัวอย่างรวดเร็ว  กินข้าวอย่างไว

รักษาเวลาได้เยี่ยม! 

พอถึงเก้าโมง  คุณก็ได้อ่านหนังสือต่อเป็นช่วงสุดท้าย

 

ที่ผ่านมาอ่านได้เกินครึ่งนิดหน่อย

คุณรู้ว่า คุณคงไม่สามารถอ่านได้เสร็จทั้งหมดแน่  แม้จะมาร์คส่วนที่สำคัญไว้แล้วก็เถอะ

แต่ไม่เป็นไร  คุณคิด  ทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน 

คุณยังคงมีหวังกับคะแนน 80% ขึ้นไปอยู่ 

เพราะมีความหวัง  คุณจึงมีพลังด้านบวกอย่างมากมาย 

ทุกอย่างในวันนี้ของคุณ ดูจะสดใสขึ้นเป็นกอง ^_^

...................

 

เพื่อนๆ ว่า “คุณ” ในเรื่องนี้ 

มีบางส่วนที่คล้ายๆ กับตัวจริงเสียจริงของเพื่อนๆ กันบ้างหรือเปล่าคะ

 

คุณ ที่ตัดสินใจ จะนอนต่อตามสบายอารมณ์

คุณ ที่ตัดสินใจ จะไปเที่ยวกับเพื่อนเก่าโดยใช้เวลามากมายทีเดียว

คุณ ที่ตัดสินใจ เม้าท์เล่นจนลืมเวลา

คุณ ที่ตัดสินใจ อ่านหนังสือจริงจัง

คุณ ที่ทำตามเป้าหมายอย่างมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ

คุณ ที่อดทน ต่อความง่วง และความขี้เกียจ

คุณ ที่ให้กำลังใจตัวเอง

และคุณ ที่รักษาทัศนคติที่ดีอยู่เสมอ 

 

สรุปจากเรื่องสั้นที่มีเพื่อนๆ เป็นตัวเอก ^_^

เพื่อนๆ คงเห็นแล้วว่า  หลังจากที่ "คุณ” ตัดสินใจจะอ่านหนังสือ  

“คุณ” ก็เกิดการจัดตารางเวลาการอ่านหนังสือ

รวมทั้งการใช้เวลาในส่วนอื่นๆ (อ่านหนังสือ พักผ่อน กิน อาบน้ำ) 

 

ทั้งนี้ “คุณ” ก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่น  และความอดทน

ที่จะทำให้เป้าหมายการอ่านบรรลุผล 

ไม่เช่นนั้น “คุณ”อาจจะเบี่ยงเป้าหมายจากหนังสือเล่มหนา 

ไปที่ผ้านวมผืนหนานุ่มแทนก็ได้

 

อีกทั้ง “คุณ”  ยังต้องการการคิดในแง่บวก 

คิดเรื่องดีๆ  ให้กำลังใจตัวเอง 

เพื่อทำให้ “คุณ” รู้สึกดี และมีพลังใจที่มีภูมิต้านทานเข้มแข็ง ^_^  

 

เรื่องที่แต่งขึ้นให้เพื่อนๆ อ่านนี้ 

จริงๆ แล้วก็เอามาจากเสี้ยวชีวิตของเราและของใครอีกหลายๆ คน

(ดูคุ้นๆ เป็นบางส่วนบางตอนบ้างไหมคะ)

 

หวังว่าเพื่อนๆ คงจะได้ประโยชน์บ้าง 

หรือถ้าขำๆ ฮาๆ เป็นบางตอน ก็ยังน่าดีใจ ^_^.

 

ในชีวิตประจำวันของเพื่อนๆ  ก็คงต้องมีการจัดเวลาในการชีวิตประจำวันเช่นเดียวกัน

ซึ่งคงสอดคล้องกับเป้าหมายในชีวิตของเรา

จะเล็กๆ  สามารถบรรลุภายใน 10 นาที

หรือจะยาวๆ  ต้องทำต่อเนื่องกันเป็น 10 ปี  ก็ตามแต่

ขอแค่เราได้เริ่มลงมือทำ   ก็ยังมีหนทางสว่างสดใสรออยู่  

เราเชื่ออย่างนั้นนะ 

 

ทีนี้ก็กลับมาสู่คำถามที่ว่า

เพราะตัดสินใจ จึงสำเร็จ...เหรอ?

เราเชื่อมั่นมาก ว่าต้องเป็นเช่นนั้นแล

 

การทำอะไรโดยขาดการตัดสินใจ  ก็เหมือนกับออกเรือโดยไม่ปลดเชือก

ยึกๆ ยือๆ  ไม่ไปไหนมาไหนเสียที

แล้วทีนี้ความมุ่งมั่น  ความอดทน และทัศนคติที่ดีจะงอกงามตามได้อย่างไร

 

เพื่อนๆ ล่ะคะ  พายเรือออกจากฝั่ง แล้วลืมปลดเชือกกันบ้างรึเปล่า?

 

 

สุดท้าย ขอรายงานผล ปฏิบัติการมาร์ชมาลโลว์ออมทรัพย์ทวีคูณ ของเราค่ะ

วันนี้ ดำเนินมาถึงวันที่ 7 แล้ว

จากจำนวนรวม 1 บาทในวันแรก

ตอนนี้กลายเป็น 127 บาทแล้วค่ะ

น่าตื่นเต้นจริงๆ  รู้สึกก้าวกระโดดจนน่าตกใจ 

 

แล้วพบกันคราวหน้ากับเรื่องราวดีๆ ที่เราจะพยายามไปเสาะหามานะคะ

... ดูทุ่มเทเนอะ 

 

 

edit @ 31 Jan 2010 20:12:55 by ThaiNewWave

edit @ 31 Jan 2010 20:15:03 by ThaiNewWave

edit @ 1 Feb 2010 15:38:09 by ThaiNewWave

หนทางหมื่นลี้  เริ่มต้นที่ก้าวแรก

 

และแล้ว...ปฏิบัติการมาร์ชมาลโลว์ของเรา  ก็เดินทางมาถึงวันที่สี่แล้วค่ะ

(มาร์ชมาลโลว์อะไรหว่า?  ถ้าสงสัยอย่างนี้ ก็ไปหาคำตอบเลยที่ Entry ก่อนหน้านี้...หยุด! อย่าเพิ่งรีบกิบมาร์ชมาลโลว์ นะคะ)

ตอนนี้เรามีเงินก้นถุงทั้งหมด 15 บาทแล้ว  ดังนี้ค่ะ

วันที่ 1   เก็บเงิน  1 บาท    มีเงินรวม  1 บาท

วันที่ 2   เก็บเงิน  2 บาท    มีเงินรวม  3 บาท

วันที่ 3   เก็บเงิน  4 บาท    มีเงินรวม  7 บาท

และวันที่ 4  เก็บเงิน  8 บาท    จึงมีเงินรวม  15 บาท

 

ตอนนี้เงิน 15 บาทอาจดูน้อย  แทบไม่มีความสำคัญเสียเลยด้วยซ้ำ

น่าจะเอาไปกินไอติมหรือน้ำหวานดับร้อนเสียดีกว่า

กว่าจะถึง 1,000 บาท  ช่างดูห่างไกล

แต่เราก็ไม่เคยดูถูกพลังของการค่อยๆ เก็บ  ทบเท่า ทบเท่า ไปเรื่อยๆ 

เชื่อว่าพลังในท้ายที่สุดของมันต้องมหาศาลแน่นอน

เหมือนดังเช่นเรื่องราวที่จะนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังในวันนี้ 

 

ไม่น่าเชื่อ(อีกแล้ว)ว่า  ความอดทนอดกลั้น  ไปช้าๆ ไม่รีบร้อน ไม่ตามใจตัว

จะทำให้เกิดอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อชีวิตของคนๆ หนึ่งได้ 

 

เรื่องเล่าที่น่าสนใจนี้เป็นของหลานของคุณปู่มหาตมะ คานธี ค่ะ 

โดยนำมาจากหนังสือ Don’t eat the marshmallow yet! เช่นเดิม

ใช่แล้วล่ะคะ  คุณปู่มหาตมะ คานธี นักสู้แนวทางสันติภาพผู้โด่งดัง  ท่านเป็นผู้ที่กล่าวว่า

 “ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีความสามารถต่ำกว่าคนทั่วๆ ไป 

ฉันไม่สงสัยเลยว่า คนทุกคน ไม่ว่าชายหรือหญิง ต่างสามารถบรรลุเป้าหมายได้เช่นเดียวกับฉัน 

ถ้าเขาหรือเธอใช้ความอดทนพยายาม และปลูกฝังความฝันและความศรัทธา เช่นเดียวกับฉัน”  

 

หลานของท่านชื่อ อาลุน คานธี ค่ะ

อาลุนเคารพนับถือในตัวคุณปู่ของเขาเป็นอย่างมาก

เขาเชื่อว่า ความอดทนพยายามและมีศรัทธา จะนำไปสู่ความสำเร็จ 

แม้มันอาจต้องใช้เวลานานกว่าเส้นทางอื่น  แต่ก็ได้รับรางวัลตอบแทนที่ใหญ่กว่า 

 

สิ่งที่เขาเชื่อ  ไม่เพียงนำมาจากแนวความคิดของคุณปู่ของเขา 

แต่ยังซาบซึ้งใจจากบทเรียนทรงคุณค่า ที่พ่อเขามอบให้เขาขณะที่เขาอายุ 17 ปี   

 

ในตอนนั้น พ่อเขาขอให้เขาขับรถไปส่งท่านเพื่อไปประชุมที่ตึกสำนักงาน ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 15 กิโลเมตร 

เมื่อพวกเขาไปถึงที่นั่น  พ่อเขาพูดว่าท่านต้องการให้เขานำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่ 

คอยจนรถซ่อมเสร็จแล้วค่อยกลับมารับท่านตอน 5 โมงเย็น 

ห้ามช้ากว่านั้นท่านย้ำชัดเจนเรื่องเวลานัด 

ท่านบอกหลังจากทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยทั้งวัน  ท่านต้องการออกจากสำนักงานในเวลา 5 โมงตรง

อาลุนตอบรับว่าเขาเข้าใจแล้ว  และนำรถยนต์ไปที่อู่ซ่อมรถในเวลาเที่ยง 

 

ขณะที่เขากำลังจะไปกินข้าวรอรถที่กำลังซ่อมช่างซ่อมรถก็นำกุญแจมาให้เขา

พร้อมบอกว่ารถยนต์ซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ด้วยความที่กำลังคะนอง ทำให้เวลา 5 ชั่วโมงที่เหลือ  กลายเป็นเวลาอีกตั้ง 5 ชั่วโมง

ที่เขาจะได้ใช้ไปเพื่อการบันเทิงอย่างสบายอารมณ์

 

อาลุนนำรถไปขับรอบๆ เมือง  แล้วไปโรงหนังเพื่อดูหนัง 2 เรื่องควบ 

เขาหมกมุ่นอยู่กับหนังจนลืมดูนาฬิกา

กระทั่งหนังเรื่องที่ 2 จบในเวลา 18.05 น.  เขาตกใจ! 

วิ่งไปที่รถยนต์ แล้วรับขับไปรับพ่อเขาที่ตึกสำนักงาน... 

 

เขาเห็นพ่อยืนรอเขาให้เขามารับอยู่ลำพัง 

เขารีบโดดออกจากรถ  ยื่นกุญแจรถให้พ่อ  พ่อเขากล่าว

“อาลุน เกิดอะไรขึ้นกับลูก  พ่อรู้สึกเป็นห่วง  มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า”

ก็เพราะช่างหน้าโง่พวกนั้นนะสิครับ  พวกเขาหาไม่เจอว่ารถเสียตรงไหน 

พวกเขาเพิ่งซ่อมเสร็จเมื่อครู่นี้เอง  ผมจึงรีบมาทันทีที่ซ่อมเสร็จ  

 

พ่อของเขานิ่งเงียบ  ท่านไม่ได้บอกเขาว่า ท่านโทรศัพท์ไปที่อู่ซ่อมรถตอน 5 โมงครึ่งเพราะรู้สึกเป็นห่วง 

ทำให้รู้ว่ารถซ่อมเสร็จตั้งแต่ตอนเที่ยง  ท่านจึงรู้ว่าลูกชายกำลังโกหก   ท่านจึงยื่นกุญแจให้เขาและพูดว่า

“ลูกพ่อ จงขับรถกลับบ้าน  พ่อจะเดินกลับบ้านเอง”

อะไรนะครับ

พ่อเขากล่าวต่ออย่างนิ่งสงบว่า

“ลูกพ่อ ถ้าในเวลา 17 ปี พ่อไม่สามารถทำให้ลูกไว้วางใจพ่อได้  พ่อก็ต้องเป็นพ่อที่ใช้ไม่ได้อย่างมาก 

พ่อจะเดินกลับบ้านเพื่อพยายามคิดทบทวนให้ได้ว่า พ่อจะเป็นพ่อที่ดีกว่านี้ได้ยังไง 

พ่อขอให้ลูกยกโทษพ่อด้วยในฐานะที่เป็นพ่อที่ไม่ดี” 

 

ว่าแล้ว พ่อของอาลุนก็เริ่มออกเดิน  อาลุนจึงขับรถตาม

เขาจอดรถข้างพ่อ ขอร้องให้พ่อขึ้นรถ แต่พ่อปฎิเสธ  และยังคงเดินหน้าต่อไป พร้อมไล่ให้เขากลับบ้านไป

อาลุนขับรถช้าๆ ตามพ่อของเขาไปตลอดทาง 

ขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ขึ้นรถ  แต่พ่อของเขาปฏิเสธทุกครั้ง 

ทั้งสองกลับถึงบ้านในเวลา 5 ทุ่มครึ่ง ซึ่งก็คือ เกือบ 5 ชั่วโมงหลังจากนั้น  

เพื่อนๆ อาจสงสัยว่า แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ?

....ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยค่ะ  พ่อของเขาเดินเข้าบ้าน แล้วก็เข้านอน

อาลุนบอกว่า  สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็คือ

“ผมไม่เคยโกหกมนุษย์คนไหนอีกเลย” 

 

แล้วเรื่องเล่านี้ เกี่ยวข้องอะไรกับทฤษฎีมาร์ชมาลโลว์ของเรา?

 

เพื่อนๆ ว่าจริงไหมคะ ว่าทางออกง่ายๆ ของปัญหานี้ก็คือ คุณพ่อก็ลงโทษเขาซะในตอนนั้นเลย 

ซึ่งถ้าอาลุนเป็นลูกของเรา  เราก็คงจะดุด่าและสั่งสอนอย่างเท่าทันอารมณ์เลยทีเดียว

ซึ่งนั่นก็คือ สิ่งที่เราอยากทำในตอนนั้น ค่ะ 

เปรียบก็คือ ความต้องการที่จะบรรลุความพึงพอใจในทันทีทันใด นั่นเอง

 

ในแง่ของการสอนเด็ก  มันคือการรีบกินมาร์ช่มาลโลว์ 

พ่อระบายโทสะใส่ลูก ลูกสำนึกผิด  และทั้งคู่ก็ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกือบจะในทันที

 

แต่ในความเป็นจริง ลูกชายสามารถทำสิ่งที่เลวร้ายมากกว่านั้น

ในวันนั้นถ้าพ่อของเขาตีลูก เพราะลูกมาช้าและพูดโกหก

ลูกชายอาจรู้สึกว่าพ่อลงโทษเขา  เขาอาจเสียใจ อาจโกรธ อาจกลัว

และเหตุการณ์ก็จะเป็นเหมือนเหตุการณ์ยุ่งเหยิงทั่วๆ ไปที่วัยรุ่นทำกัน

แต่เป็นเพราะพ่อของเขา ชะลอความต้องการให้ตนเองพึงพอใจ ลงก่อน

ซึ่งต้องยอมรับว่า ท่านสามารถควบคุมตัวเองได้ดีจริงๆ

และทำให้ท่านมีอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ต่อชีวิตของลูกชายท่านมาก 

 

เรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เราต้องใช้ กำลังใจมากแค่ไหน

ที่จะหลีกเลี่ยงในสิ่งที่ทำให้ตัวเองบรรลุสิ่งที่พอใจในทันทีทันใด  หรือเรียกว่า รีบกินมาร์ชมาลโลว์

แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เราได้

ถ้าเราหลีกเลี่ยงสิ่งที่ล่อใจในตอนนั้น แล้วมุ่งไปยังผลตอบแทนในระยะยาว 

 

กลับมาคิดถึงพวกเรากัน

วันนี้เราลงทุนอดความพอใจชั่วคราวบ้างหรือยัง เพื่อจะบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า 

 

นอกจากจะตั้งใจออมเงินแบบทวีคูณจนครบ 1000 บาทแล้ว 

เราขอประกาศตัวว่า  จะจัดสรรการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เพื่อบรรลุเป้าหมายของเราด้วยค่ะ

ตอนนี้ เป้าหมายระยะสั้นในชีวิตของเรา ก็คือการทำงานของเราให้ประสบผลสำเร็จขั้นต้นภายในสองปี

 

การจัดเวลามีผลอย่างที่สุดค่ะ 

เพราะถ้าเรายังคงรักษารูปแบบการดำเนินชีวิตเช่นเดิม 

ใช้เวลาไปกับสิ่งต่างๆ ทั้งสาระ บันเทิง และความพึงพอใจส่วนตัวเหมือนที่ผ่านมา

เราก็คงจะเป็นเหมือนเดิม อยู่ที่เดิม 

ถ้ายังปฏิบัติตัวเช่นเดิม  แล้วจะหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ ได้อย่างไร 

 

หมือนกับที่เพื่อนๆ หลายคน เคยประสบหรือกำลังประสบอยู่ไหมคะ

ในการเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์

ถ้าเพื่อนๆ ไม่ปรับเปลี่ยนความคิด และเอาเวลาที่เคยใช้เล่น  มาใช้ในการอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ

เพื่อนๆ จะได้มีสิทธิ์เข้าเรียน  หรือได้เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ดีๆ อย่างนี้ไหมคะ 

 

การจัดเวลาในการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ  และการที่เราจะสามารถจัดเวลา  และปฏิบัติตัวตามเวลาที่เราจัดได้  ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจาก 

การตั้งสินใจอันแน่วแน่ จิตใจที่มุ่งมั่น ความพยายาม ความอดทน  และการมีทัศนคติที่ดี

ว่าเราทำได้ เรามีโอกาส เราจะพยายามมากๆไว้

โอกาสหน้า  เราคงได้แชร์เรื่องนี้กันนะคะ 

 

สำหรับวันนี้ เราก็รู้สึกดีมากๆ ที่ได้แชร์ให้เพื่อนๆ ฟังถึงความคืบหน้าของปฏิบัติการมาร์ชมาลโลว์สะสมเงินของเรา...

การตั้งเป้าหมายมาร์ชมาลโลว์ด้านเวลาของเรา...

และเรื่องราวน่าประทับใจของอาลุน หลานชายท่านมหาตมะ คานธี และพ่อของเขา 

 

ว่าแล้ว  เราก็จะไปหยอดเหรียญลงกระเป๋าออมสินมาร์ชมาลโลว์ 

และจัดตารางเวลาชีวิตซะใหม่แล้วล่ะค่ะ 

เพื่อนๆ ล่ะคะ  ความคืบหน้าเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว

ถ้าใครอยากแชร์ล่ะก็  เรายินดีมากๆ ค่ะ  อยากฟังจริงๆ 

 

แล้วพบกันคราวหน้านะคะ

edit @ 28 Jan 2010 20:38:01 by ThaiNewWave

edit @ 28 Jan 2010 20:40:55 by ThaiNewWave

Don’t eat the Marshmallow Yet!  หยุดก่อน! อย่าเพิ่งรีบกินมาร์ชมาลโลว์ 

 

เชื่อไหมคะ ว่าแนวทางและข้อคิดดีๆ แม้เพียงเล็กน้อย 

จะสามารถเปลี่ยนชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นได้ชั่วนิรันดร์? 

 

สำหรับเรา  เราเชื่อเสียยิ่งกว่าเชื่อค่ะ 

เพราะมันกำลังเกิดขึ้นในตัวเราทีละน้อย

และคาดการณ์ว่าน่าจะส่งผลถึงทั้งอนาคตของเราเลยทีเดียว   

 

แนวคิดที่กำลังทอประกายแก่เรา และทำให้เราอยากมอบให้เพื่อนๆ นั่นก็คือ ทฤษฎีมาร์ชมาลโลว์ ค่ะ   

 

คำว่ามาร์ชมาลโลว์  ก็นำมาจาก เจ้าขนมมาร์ชมาลโล

รูปทรงเป็นก้อนๆ หลายขนาด หลายแบบ  เนื้อนุ่มนิ่ม

แถมบางทียังสอดใส้ช็อกโกแลต หรือครีมรสผลไม้ นั่นเอง

 

ที่ชื่อ ทฤษฎีมาร์ชมาลโลว์  ก็เพราะอ้างอิงมาจากการวิจัยที่ใช้เจ้าขนมชนิดนี้เป็นวัตถุดิบค่ะ 

 

ทีแรกเราก็ไม่เชื่อว่าขนมมาร์ชมาลโลว์แค่ไม่กี่ชิ้น 

ะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในคนๆ หนึ่งได้

จนอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ ...  เราเริ่มรู้สึกถึงภายในร่างกาย 

สารเคมีบางอย่างเริ่มหลั่งไหล ... ค่อยๆ พลุ่งพล่าน

จนรู้สึกตื่นเต้น ตื่นใจ เกิดเป็นความอยากที่จะทำตามวิถีในหนังสือ

นั่นคือ การอดใจไม่กินมาร์ชมาลโลว์อย่างทันทีทันใดนั่นเอง 

 

หนังสือเล่มที่พูดถึงนี้  มีชื่อว่า Don’t eat the Marshmallow Yet!

ถ่ายทอดโดย ดร.โจอาคิม เดอ โพซาต้า ค่ะ 

 

ดร.โพซาต้าเป็นนักพูดโน้มน้าวใจ นักเขียน คอลัมนิสต์  นักบรรยายการพัฒนาตัวเอง

และยังทำงานให้กับโค้ช NBA และทีมโอลิมปิคหลายทีม 

ด็อกเตอร์มีข้อสงสัยว่า โลกนี้เต็มไปด้วยนักกีฬาที่มีพรสวรรค์แต่ไม่เคยบรรลุความสำเร็จ 

และเต็มไปด้วยนัก กีฬาที่มีพรสววรค์น้อยกว่า แต่กลับประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

 

 ทำไม 90 เปอร์เซ็นของคนที่อายุ 65 ปี จึงไม่มีเงินพอที่จะพึ่งพาตัวเองได้ 

แต่กลับต้องทำงานหนักตลอดเวลา  ต้องพึ่งพาประกันสังคม 

หวังว่าลูกๆ จะได้งานทำที่ดีและมีเงิน พอที่จะช่วยให้ชีวิตบั้นปลายของพวกเขาดีขึ้นได้ 

 

ดังนั้น ด็อกเตอร์จึงเสนอว่า

ความแตกต่างที่สำคัญของความสำเร็จและความล้มเหลว

มิได้อยู่ที่การทำงานหนักหรือมีสติปัญญาที่เหนือกว่า 

แต่อยู่ที่ความสามารถในการ ห้ามใจตัวเองให้ชะลอความอยากได้รับความพอใจลงก่อน

นั่นคือ คนที่ห้ามใจไม่รีบกิน มาร์ชมาลโลว์ จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่านั่นเอง 

 

ที่ด็อกเตอร์กล่าวเช่นนี้  ก็เพราะเขานำข้อมูลมาจากการวิจัยหนึ่ง ซึ่งจัดทำโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด  

การวิจัยนี้ตั้งคำถามว่า

การห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำในสิ่งที่อยากได้  เพื่อให้ตนเองได้รับความพึงพอใจทันทีทันใดในเด็ก 

จะมีผลกระทบยังไงต่อความสำเร็จในอนาคตของเด็กคนนั้น 

 

ลองฟังเรื่องราวของการทดลองสักนิดนะคะ  ขอบอกว่ามันเป็นการทดลองที่โด่งดังทีเดียวค่ะ 

 

ในการทดลอง  นักวิจัยได้เลือกเด็กที่อยู่ในวัยก่อนเข้าเรียน  600 คน 

จากนั้นนำเด็กเข้าไปในห้องทีละคน 

เอาขนมมาร์ชมาลโลว์วางไว้ตรงหน้า 1 ก้อน

แล้วบอกว่า เขาจะออกไปข้างนอก 15 นาที 

หากว่าเด็กไม่กินขนมมาร์ชมาลโลว์ที่วางอยู่ตรงหน้าในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ล่ะก็ 

เมื่อกลับมา เขาจะให้ขนมมาร์ชมาลโลว์เพิ่มอีก 1 ก้อน 

 

เราๆ ฟังดูแล้ว ก็คงรู้สึกว่าช่างเป็นเงื่อนไขที่คุ้มมากๆ  ลงทุนหนึ่ง ได้ถึงสอง

แต่สำหรับเด็กวัย 4 ขวบ  เวลา 15 นาที นับว่ายาวนานมาก 

และเมื่อไม่มีใครคอยห้ามอยู่ในห้อง  ขนมขนมมาร์ชมาลโลว์ก็กลายเป็นสิ่งที่ยั่วน้ำลายมากเกินกว่าจะห้ามใจ 

 

ท้ายที่สุด ก็มีทั้งเด็กที่อดทนไม่ได้ คว้ามาร์ชมาลโลว์เข้าปากเคี้ยวหงึบๆ 

และก็มีอีกส่วนน้อย ที่อดทนได้

เด็กๆ เหล่านี้ เผลอเอามาร์ชมาลโลว์เข้าปากอยู่หลายครั้ง  แต่พวกเขาก็ตัดใจไม่กินมัน! 

ที่สุด พวกเขาจึงได้ขนมมาร์ชมาลโลว์เพิ่มเป็น 2 ก้อน

...งึม งัม หงึบๆ ....  ขนมมาร์ชมาลโลว์ 2 ก้อนนี้ ช่างอร่อยแท้!  

 

10 ปีต่อมา  นักวิจัยได้ส่งแบบสอบถามไปยังผู้ปกครองเด็กๆ ที่เข้าร่วมการทดลอง 

ให้พวกเขาให้คะแนนพฤติกรรมของเด็กๆ  ผลที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก  นักวิจัยพบว่า

เด็กที่สามารถยับยั้งใจ ไม่กินขนมมาร์ชมาลโลว์ได้นั้น  มีผลการเรียนที่ดีกว่า สามารถเข้ากับคนอื่นได้ดีกว่า 

และจัดการความเครียดได้ดีกว่าเด็กที่ไม่สามารถห้ามใจตัวเองไม่ให้กินขนมมาร์ชมาลโลว์ก้อนแรก

แล้วกลุ่มเด็กที่สามารถห้ามใจตัวเองไม่กินขนมมาร์ชมาลโลว์  กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มากกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่สามารถยับยั้งใจได้อย่างมากมาย  

 

มาถึงตอนนี้ หลายคนอาจข้องใจว่า 

ทำไมการห้ามใจไม่ให้สนองความพึงพอใจของตัวเองในทันใด 

จะกลายเป็นปัจจัยที่บ่งบอกถึงความสำเร็จของตัวเราในอนาคตได้

ลองยกตัวอย่างง่ายๆ ใกล้ๆ ตัวเรากันนะคะ

 

ในการสอบกลางภาคครั้งที่ผ่านมา... เพื่อนๆ สามารถอ่านหนังสือตามเป้าประสงค์ได้ครบโดยไม่ผิดแผนแม้นิดเดียว? 

ไม่เลี้ยวซ้าย  ออกขวา  เลยลู่ไหล่ทาง เช่น เม้าท์แตกกับเพื่อน  ดูทีวี  ดูหนัง  อ่านการ์ตูน  เล่นเน็ต  หรือปลูกผักในเฟซบุ๊ค  จนทำให้เวลาในการอ่านทบทวนนั้นน้อยลง 

เราขอปรบมือให้เลยค่ะสำหรับคนที่ทำได้ เพราะคุณมีมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมากมาย

แต่ไม่ใช่เพราะว่า คุณขยันเรียน จนผลการเรียนดีเลิศนะคะ 

หากเป็นเพราะว่าคุณ จดจ่อ และลงมือทำอย่างมุ่งมั่น อยู่กับเป้าหมายของคุณต่างหาก 

และคนที่จดจ่อ มุ่งมั่น และอดทนอย่างนี้เท่านั้นค่ะ จึงจะประสบความสำเร็จ 

 

นี่เป็นตัวอย่างที่แค่เกิดขึ้นเมื่อไม่นาน 

แต่หากเพื่อนๆ ลองมองย้อนกลับไปตั้งแต่เพื่อนๆ เป็นเด็ก  เข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น  แล้วเลยล่วงสู่ปัจจุบัน

มีกี่เรื่องคะที่เพื่อนๆ อดทน เพื่อเป้าหมายจนเป็นผลสำเร็จ และแน่นอน มันต้องสำเร็จตลอดรอดฝั่งเสียด้วย

ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะใหญ่ เช่น การสอบเอนทรานซ์  การเก็บเงินซื้อข้าวของราคาสูง 

หรือเป้าหมายนั้นจะเล็ก  เช่น ไม่กินขนมก๊อบแก๊บ หรือตื่นนอนให้เช้ากว่าเดิม 

 

เราขอสารภาพตามตรงเลยค่ะ ตั้งแต่เกิด จนอายุอานามเข้าสู่เลขสอง

การสำเร็จในเป้าหมายใหญ่ล้วนได้มาอย่างทุลักทุเล เพราะขาดวินัย

แม้แต่การตั้งเป้าหมายเล็กๆ ง่ายๆ ใกล้ตัวเนี่ย  ก็กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสุดๆ เลย 

ไม่ว่าจะเป็น  นั่งสมาธิก่อนนอน ยืดเส้นสายเล็กน้อยตอนตื่น  เก็บเงินวันละสิบบาท และต่างๆ อีกมากมาย

 

เราเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่กินมาร์ชมาลโลว์ก้อนแรกเป็นประจำ 

โชคดีจริงๆ ค่ะ  ที่ได้พบหนังสือเล่มนี้และดีใจที่ได้แบ่งปันกับทุกๆ คน 

 

เราตั้งใจสุดๆ เลยว่า  จะไม่กินมาร์ชมาลโลว์ชิ้นแรกอีกต่อไป

ตัดสินใจ! ตั้งใจ! ตั้งใจ 

ถ้าใครเห็นด้วย  เราก็มาพยายามด้วยกันนะคะ 

 

เราขอเริ่มกระบวนการทดสอบตัวเองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เอาให้สัมผัสจับต้องได้ไปเลย! 

 

เราเลือกการออมเงินค่ะเพราะเราเป็นคนที่ชอบใช้เงินอย่างไร้สาระเสียจริง

เราจะตั้งเป้าการออมที่ 30 วัน

เราได้เงินค่าอาหาร(ข้าวสามมื้อ) และค่าเดินทางวันละประมาณ 150 บาท

เราจะออมเงิน เริ่มต้นวันละ 1 บาท   จากนั้นจะเพิ่มเป็นสองเท่าทุกๆ วัน (เหมือนที่น้องๆ หนูๆ ได้รับจากทฤษฎีมาร์ชมาลโลว์เดี๊ยะ!)

นั่นแปลว่า  วันที่ 1   =    ออม 1 บาท

วันที่ 2   =    ออม 2 บาท

วันที่ 3   =    ออม 4 บาท

วันที่ 4   =    ออม 8 บาท

วันที่ … =   บาท 

มาดูกันค่ะ  ว่าถุงเงินน้อยๆ ของเราใบนี้  จะพ้นจากการเอื้อมมือของเราไปได้นานเท่าไหร่

ถ้าเพื่อนๆ เริ่มสนใจ และอยากลองดู

เพื่อนๆ ก็สามารถตั้งเป้าหมายของตัวเอง จะเล็กๆ หรือจะใหญ่...

จะเริ่มง่ายๆ เหมือนเรา  หรือตามแต่สไตล์ความชอบของเพื่อนๆ เราก็มาลองทำกันดูนะคะ 

 

ฝรั่งเขาบอกว่า Don’t eat the Marshmallow Yet! 

คล้ายๆ กับที่ชาวไทยเราบอกว่า  อดเปรี้ยวไว้กินหวาน 

 

แล้วพบกันที่ความสำเร็จหวานๆ ค่ะ

 

ตอบโจทย์ง่ายๆของชีวิต

posted on 21 Jan 2010 14:34 by thainewwave

We all have two choices, we can make a living or we can design a life.

 

 

สวัสดีค่ะ  เพื่อนๆ ผู้มาเยือน  ขอบคุณเพื่อนๆมากๆที่เข้ามาเยี่ยมชมกัน

 

เรารู้สึกตื่นเต้น จนเนื้อหนังสั่นเป็นจังหวะฮิบฮ็อบ  ที่จะได้รังสรรค์ให้บล็อกนี้..

 

 

Thai New Wave เป็นบล็อกเพื่อคนรุ่นใหม่ อย่างพวกทุกๆ คน 

จะพยายามสุดๆ ให้เนื้อหา น่าอ่าน ทันสมัย ให้คุณค่า และพาเพลิดเพลิน  ไปในคราวกัน

บางคนอาจสงสัยว่า ทำไมถึงชื่อ Thai New Wave 

แล้วเจ้าประโยคภาษาปะกิดในบรรทัดข้างบนนั่นเกี่ยวอะไรด้วย

 

เรื่องมันเป็นมาอย่างนี้ค่ะ...

 

 

อันว่านาม Thai New Wave นี้  เราได้แรงบันดาลใจมาจากคำว่า French New Wave

 

French New Wave เป็นชื่อเรียก  กลุ่มความเคลื่อนไหว นักทำหนังหัวใหม่ชาวฝรั่งเศส

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  ที่ต้องการนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ในการถ่ายทำหนัง 

ประมาณว่า เบื่อหนังสไตล์ฮอลลีวูดนั่นเอง

 

 

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะคะ  ชื่อ Thai New Waveนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะต่อต้านการวงการหนังไทยบ้านเรา

หรือวงการใดๆ แต่อย่างใด   

เพียงแต่อยากให้เพื่อนๆ ได้สัมผัสถึง มุมมอง แนวคิดที่น่าสนใจ

 

ที่อาจทำให้เพื่อนๆ ได้แง่คิดและแนวทางที่ดี เก๋ๆ ชิคๆ ในการดำเนินชีวิต 

 

ทุกคนเกิดมา ได้ชีวิตเดียวเท่ากัน  อยู่ที่เราจะใช้มันอย่างไร

ใช้ชีวิตตามที่เราเลือก หรือต้องทำตามที่ชีวิตเลือกให้เรา

 

ตรงกับประโยคข้างต้นจริงจัง!

 

We all have two choices, we can make a living or

 

we can design a life.

 

จะยอมให้ชีวิตใช้เราไปใย  ในเมื่อเราใช้ชีวิตได้ ในแบบที่เราต้องการ

 

 

เชื่อว่าทุกคนคงอยากออกแบบชีวิตของตัวเอง  ทีนี้จึ่งมีคำถามหนึ่งค่ะว่า 

แล้วการออกแบบชีวิตของเราเนี่ย  มันอย่างไรกันล่ะ  แล้วจะทำให้เรามีความสุข และไม่ลำบากหรือ

 

 

เราก็ไม่มีคำตอบให้เพื่อนๆ ค่ะ

 

ทุกคำตอบนั้นเพื่อนๆ ต้องค้นหาเอาเอง

 

สิ่งที่เราจะมอบให้เพื่อนๆ ก็คือแนวคิดที่ดีๆ

 

 

เชื่อว่าเพื่อนๆ ทุกคนนั้น มีความสามารถและมีความน่ารัก 

ทุกคนสามารถนำไปดัดแปลงใช้กับตัวเองได้แน่นอน 

 

จึงอยากให้เพื่อนๆ รับเอาบล็อกเล็กๆ นี้ไว้ในอ้อมอก อ้อมใจ

 

อยากให้เพื่อนๆ ได้รับแต่สิ่งดีๆ ที่เราตั้งใจสุดชีวิต

อยากมอบให้เพื่อนๆ เช่นเดียวกับที่อยากมอบเป็นของขวัญให้ตัวเอง

 

แล้วพวกเรา ก็จะเป็นคนไทยรุ่นใหม่ ที่มีหัวใจมหัศจรรย์

 

หัวใจมหัศจรรย์ที่จะสร้างความแตกต่าง  หัวใจที่จะสร้างความสุข

และหัวใจที่จะสร้างความสำเร็จให้แก่ชีวิต

 

 

เริ่มต้นจากที่ตัวของเราเอง  แล้วบอกต่อถึงคนที่เรารักเราห่วงใย 

จากนั้นแพร่ความสุขและความหวังสู่สังคมและโลกใบเล็กๆ ของเรากันนะคะ

 

edit @ 15 Feb 2010 15:30:11 by ThaiNewWave