Thinking of You

posted on 26 Apr 2010 23:53 by thainewwave

 Let's try writing in English ...God Help Me ^^

 

Pals, sometimes, just a short period of time two people spend time together can generate plenty of happiness and sweet memory also.


Now, i'm thinking about my old freind.  We haven't met  or contacted each other for two years.

My friend live in the US. We have met,  intimated and loved each other since I was in the US attending Work and Travel Program 2008

 

Thress months we were along with each other, he enlighted my boring day to be a perfect day.

Days after days....

We played around, then we laughed.

We teased each other, we argued, the we compromised.

We cried when we saw the other cried. 


I feel so safe, comfortable as well as happy like I never got from any foriegn friend.


Although I need this time resides myself forever, I have to let it go.

When the time comes, we both got teardrops.

Finally, we went on seperated way.

 

My friends promised me that he will never forget me

and he will come to visit me in Thailand.

Though I didn't give him any promise, with my open eyes,

he would know that I do love and care him.

 

 

 

He never show up himself in Thailand as he promised.

Nevertheless, I'm not disappointed or distressed.

According to my opinion, The only one condition of close friends is to be ready to understand and forgive the other.


Nowsaday, I just think of him sometimes.

When I think of him, I think of happiness and sadness also.

Anyway, I make up my mind to be happy in the last moment.

 Because I would like my nights and days fill with good feelings.

^^

 

With All the Love in the World

แค่ได้คิดถึง

posted on 24 Apr 2010 23:39 by thainewwave

เพื่อนๆ คะ บางครั้ง ช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ที่ประทับใจ  ก็ก่อให้เกิดความสุขความทรงจำได้อย่างมากมาย

 

ตอนนี้ฉันกำลังคิดถึงเพื่อนเก่าคนหนึ่งมากๆ  เราไม่ได้พบกัน ไม่ได้ติดต่อกันมาเกือบสองปีแล้ว

 

เพื่อนของฉันคนนี้อยู่ที่อเมริกาค่ะ  เรารู้จักกัน สนิทกัน และรักใคร่กัน ตั้งแต่คราวที่ฉันไปใช้ชีวิตทำงานช่วงซัมเมอร์ที่อเมริกา กับโครงการ Work and Travel...โครงการสุดฮิตของเด็กไทยนั่นเอง

 

ตอนนั้นฉันก็เป็นเด็กไทยปอนๆ คนหนึ่ง  ภาษาอังกฤษอ่อนแอ  หน้าตาเหลอหลา  แต่งตัวแบบเด็กกะเหรี่ยง

แต่นั่นมันก็ไม่เป็นปัญหาสักนิด  สำหรับการที่ฉันจะมีเพื่อนอเมริกันดีๆ สักหนึ่งคน  มาคบด้วย  จริงใจด้วย และช่วยเหลือฉันเป็นอย่างดี

 

สามเดือนที่รู้้จัก จนถึงขั้นสนิทชิดเชื้อกัน   เขาทำให้ชีวิตที่อเมริกาของฉันสนุกและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น 

เราเล่นกัน หัวเราะกัน

เราแกล้งกัน งอนกัน ง้อกัน

เราร้องไ้ห้เพราะเห็นอีกคนร้องไห้...

 

ฉันรู้สึกอบอุ่น และัมีความสุขอย่างที่ไม่เคยได้รับจากเพื่อนต่างชาติคนไหน

 

แม้อยากจะให้ความสุขประทับอยู่กับตัวตลอดไป   แต่ถึงอย่างไร งานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกรา

 

เมืื่่อถึงคราวต้องจาก  ต่างน้ำตาไหล  สุดท้ายก็แยกทางเดิน

เพื่อนสัญญากับฉันว่า  จะไม่ลืมฉัน  และจะมาหาฉันที่เมืองไทย

ฉันไม่สัญญาอะไร  แต่ด้วยสายตาที่เปิดเผยของฉัน  เพื่อนคงรู้ว่า ฉันรักและห่วงหาเขามากๆ

 

 

 

แม้เพื่่อนจะไม่ได้มาหาฉันตามสัญญาที่ให้ไว้  แต่ฉันก็ไม่รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจ

เพราะฉันคิดว่า  เงื่อนไขของความเป็นเพื่อนรักนั้น  ต้องพร้อมจะเข้าใจและให้อภัยกันเสมอ

 

ตอนนี้ก็เพียงแค่คิดถึงเป็นคราวๆ  คิดถึงทีไรก็ทั้งสุข ทั้งเศร้า

แต่อย่างไร  ก็ต้องปรับอารมณ์สุดท้ายให้เป็นความสุขให้ได้

เพราะฉันอยากให้วันคืนของฉัน เติมเต็มด้วยความรู้สึกดีๆ 

 

ด้วยรักและคิดถึง

edit @ 25 Apr 2010 01:02:33 by ThaiNewWave

edit @ 25 Apr 2010 21:55:59 by ThaiNewWave

Precious Time

posted on 23 Mar 2010 12:25 by thainewwave

อยากรู้บทเรียนจากเด็กสาววัยสดใสที่ติดเชื้อ HIV โดยไม่ตั้งใจไหมคะ?

 

... จนถึงเวลาตีห้าของเมื่อคืน  ฉันถ่างตานั่งดูซีรีส์ญี่ปุ่นที่เก่าสุดๆ เรื่อง Precious time

หรือชื่อในภาษาไทยว่า อยู่เพื่อรัก   มีเคียวโกะ และทาเคชิ แสดงนำ

นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉัน"อิน" และรู้สึกประหนึ่งว่า เรื่องที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องของฉันเอง

ไม่วางตัวออกห่างตัวละครอย่างที่อาจารย์เคยสอนให้ทำ อีกแล้วสิเรา  เหอๆๆ...

 

 

เรื่องนี้เล่าถึงตัวละครเอก คือ มาซากิ สาวน้อยวัย 16 ปี ชอบเพลงที่แต่งโดยเคอิโกะมาก

ดูภายนอกเธอร่าเริงสดใส  แต่ลึกๆ แล้ว เธอขาดอะไรบางอย่างที่จะเติมเต็มให้เธอรู้สึกว่าชีวิตของเธอมีคุณค่า

หนังใช้คำว่า Precious ซึ่งฉันว่ามันเหมาะสมมากๆ

จนเธอได้มาพบกับ เคอิโกะ  นักแต่งเพลงชื่อดัง ผู้แปลกแยก โดดเดี่ยว และไม่รู้ความแตกต่างของการมีชีวิต และ การตาย  นับแต่คนรักของเขาตายจากไป

ทั้งสองเหมือนจิ๊กซอว์ที่มาเติมเต็มกันและกัน

มาซากิ รัก เคอิโกะ ที่ตัวตนของเขา และเข้าใจตัวตนนั้นผ่านเพลงที่เขาแต่ง ผ่านสีหน้าโดดเดี่ยวและเศร้าหมองของเขา

เคอิโกะ รัก มาซากิ ที่เข้าใจเขา และสอนให้เขาได้รู้จัก คุณค่าของการมีชีวิตอยู่

เธอทำให้จิตใจที่ด้านชา และเหน็บหนาวของเขา ค่อยๆ อบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

 

เรื่องนี้คงดำเนินไปราบเรียบ หากปราศจาก สิ่งที่จะมาพราก "คุณค่าของการมีชีวิตอยู่" ของพวกเขา

สิ่งนั้นก็คือ มาซากิติดเชื้อ HIV จากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวของเธอ

แต่ในอีกแง่หนึ่ง สิ่งนี้ก็ได้สอน จนถึงขั้นทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า ให้ทั้งคู่ได้เห็น คุณค่าของลมหายใจทุกขณะ นั่นเอง

 

ตลอดระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่มาซากิเริ่มติดเชื้อ จนเธอจากโลกนี้ไป

อุปสรรคที่เธอ เคอิโกะ และครอบครัวของเธอต้องเผชิญนั้นมากมาย

ทั้งโรคร้ายของเธอ สังคมเพื่อนฝูงรังเกียจ ผู้ขัดขวางความรัก  การงานของเคอิโกะที่กระทบจากเรื่องของเธอ  และครอบครัวแตกร้าว(ซึ่งในที่สุด  เรื่องก็ได้พิสูจน์ว่า ครอบครัวของเธอนั้น แท้จริงเข้มแข็งและรักกันมากเพียงใด)

แต่ตัวละครทุกตัว ก็ต่างโอบอุ้มกันมา  มีทำขาด ทำเกิน กันบ้าง  ก็คงเป็นเรื่องปกติของชีวิตจริงที่ไม่มีทุกคนทำถูกต้องทุกอย่างนี่เนอะ ^^

ท้ายที่สุด ด้วยความรัก ความเข้าใจ ความเชื่อใจ และการให้อภัยกัน  ก็ทำให้พวกเขาผ่านมันมาได้

และได้อย่างดีเสียด้วย!

 

ซาชิน้อยๆ ลูกสาวของเธอ  แม้จะไม่ได้มองเห็นคุณแม่อยู่ข้างกายยามเมื่อเธอเติบโต

แต่เธอก็ยังมีคุณพ่อที่รักเธอมาก...คุณพ่อที่เสียสละและรักคุณแม่ของเธออย่างสุดหัวใจ

เฉกเช่นที่คุณแม่ของเธอ เสียสละ และสร้างหัวใจที่ยิ่งใหญ่ เพื่อให้ซาชิน้อยได้ลืมตาดูโลก 

แม้มันจะหมายถึงการที่เธอต้องจากโลกนี้ไปเร็วกว่าเดิมก็ตาม

 

Precious Time คือคำที่ยิ่งใหญ่ 

มันแสดงให้เห็นว่า เราได้ตระหนักถีงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่

ฉันรักคำนี้  ฉันรักในสิ่งที่ซีรี่ส์เรื่องนี้บอกฉัน

 

มาซากิมีเวลาเพียง 5 ปี ที่ได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าที่สุด

มีหลายสิ่งที่ "อยาก" แต่เธอก็ไม่สามารถทำได้

แต่ตัวของฉัน หรือตัวของเพื่อนๆ ล่ะ พวกเรายังมีเวลาอีกมากมาย 

เราสามารถทำ สิบ ร้อย พัน อย่างที่เราอยากทำได้

เราจึงน่าจะลอง เอาคำว่า Precious Time ของมาซากิเป็นแบบอย่าง

เอาเรื่องของเธอเป็นประสบการณ์

 

ฉันจะไม่เศร้ากับการที่มาซากิต้องตายในตอนจบ

แต่ฉันจะยินดีว่าที่ผ่านมา 5 ปี  เธอได้มีความรัก และได้ใช้ทุกนาทีชีวิตอย่างรู้คุณค่าเพียงใด

 

คุณแม่ของมาซากิพูดกับเธอในตอนหนึ่งว่า

" Live as you want. Live life to your fullest, without any regrets. "

 

เพราะความรัก สร้างพลังยิ่งใหญ่

เพราะความรักต่อชีวิต จะดลให้เราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า

และเพราะความรักที่เรามีให้คนที่เรารัก จะดลให้เขาเป็นอิสระ และมีความสุข

ที่สุดแล้ว ความสุขของเขา ก็คือ ความสุขของเรานั่นเอง

 

 

 

 

 

 

บ้านเรานั้นน่าอยู่

posted on 19 Mar 2010 09:44 by thainewwave

วันนี้ เรื่องที่จะเขียน อาจดูไม่เป็นกลางเท่าไหร่

โอ๊ะ...โอ๊ะ...  ไม่ใช่เรื่องทางการเมืองนะคะ อย่าเข้าใจผิด

เพราะเราไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด...(ฟังดูเก๋เชียะ)  จริงๆ แล้ว  เราระอากับผู้ชักใยของทั้งสองฝ่ายเลย เฮ่อ...

 

ที่บอกว่าไม่เป็นกลาง  ก็เพราะ ค่อนข้างจะสาระน้อย และส่วนตัวค่ะ

ใครอยากอ่านสาระมากๆ  ก็ข้ามไปได้เลยนะคะ  ไม่ว่ากัน  ^^

 

คือตอนนี้ เรากลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่ จ.อุดรธานีค่ะ

มารอบนี้ ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดิขึ้นหลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็น  ....ความพยายามในการซ่อมแซมถนนให้ดีขึ้น 

ที่หน้าบ้านเราเลยค่ะ  เจอวางท่อประปาใหม่  ขี้โคลนเต็มหน้ารั้วบ้าน

พอแห้งก็ตกเป็นฝุ่น   คลุ้งเต็มจมูกเลย 

....การสร้างสถานที่ช้อปปิ้งแห่งใหม่  มีชื่อว่า UD Town

อยากเอารูปมาฝากจริงๆ ค่ะ  มันดูดีมากๆ   เสียดายไม่มีกล้อง

ใครเล่าจะไปคิดว่า เมืองน้อยๆ ในภาคอีสานอย่างอุดรธานี 

จะมีสถานที่เดินช้อปปิ้งเหมือนที่ลานห้างสรรพสินค้าในอเมริกาเลย

ที่เนิน UD Town ก็มีจัดสวนอย่างสวยงาม

ระหว่างทางเดิน  มีไฟห้อยประดับบนต้นไม้ ทำให้บรรยากาศน่าอภิรมย์จริงๆ ค่ะ

ในบริเวณ UD Town (มาจาก Udonthani Town นั่นเอง)

ยังมีร้านอาหาร  ร้านกาแฟ  ร้านขนมนั่งเล่น 

มีร้าน outlets หลายแบรนด์ ที่กำลังจะเปิดบริการมากขึ้นเรื่อยๆ  ดูไฮโซจริงๆ  โฮะ โฮะ โฮะ

...และอีกอย่างหนึ่ง  ที่เราไม่แน่ใจว่าจะเรียกข้อดีหรือเปล่า  ก็คือ

อุดรธานี  รถเริ่มติดแล้วค่ะ...

เราอยู่ที่อุดรมาสิบๆปี  รถติดเนี่ย..นับครั้งได้เลย

แต่มาคราวนี้  ย่านการค้าทั้งหลาย (ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ)  มีรถติดตรึมทุกวันเลย

จะแย่ก็แย่นะคะ  แต่ก็ดีในแง่ที่ว่า เศรษฐกิจเมืองอุดรกำลังคึกคักเนอะ

เราพูดเล่นๆ กับเพื่อนว่า  นี่อีกสักสิบปี รถคงจะติดแง๊กแบบกรุงเทพแน่ๆ

เพื่อนก็สวนมาว่า  ฮ่าฮ่า ไม่ต้องรอนานหรอก  แค่สักห้าปี ก็จะติดเหมือนกันแล้ว

โอ้โห...ฟังดูเหลือเชื่อ  แต่ก็ไม่แน่นี่เนอะ ^^

 

อีกสามวัน เราก็จะเดินทางกลับกรุงเทพแล้ว

เดินทางจากพื้นที่โล่งกว้าง  อากาศที่สูดเข้าได้เต็มปอด  และพ่อแม่ เพิ่อนๆ ญาติๆที่รัก

ไปสู่เมืองหลวงที่...  มีคนที่เรารักเช่นกันอีกมากมาย ^^

 

อยากสรุปสั้นๆ ว่า

Oh My Udonthai!, I Love You So Much

 

 

edit @ 20 Mar 2010 18:03:14 by ThaiNewWave

ความเดิม...

ทุกครั้งที่เรารุ้สึกสบาย  ให้รู้ไว้เลยว่า กำลังมีคนอย่างน้อยสองคนที่เราลำบากเพื่อเราอยู่

ยื่งเราสบายมาก เขาก็ยิ่งลำบากมาก....

 

ฉันที่กำลังนึกเสียใจได้ที่ กับพฤติกรรมของตัวเองที่ผ่านมา

อยากเลิกเป็นนางเอกบนจอแก้วที่เอาแต่ร้องไห้

 

ฉันคิด..ถ้าลองกลับกันเป็น

"ทุกครั้งที่เราลำบาก  ให้รู้ไว้เลยว่า  จะมีคนอย่างน้อยสองคนที่เขากำลังสบายขึ้น"

อย่างนี้ค่อยดีหน่อย

เลิกร้องไห้งอแง  แล้วคิดอะไรดีๆ ได้จริงๆด้วย ^^

 

ฉันต้องการอะไรบ้างนะ  ถึงจะทำให้ครอบครัวมีความสุขและสุขสบาย

...

ถ้าเปรียบครอบครัวคือบ้านหลังหนึ่ง

บ้านที่ดี ก็ต้องมีโครงสร้างเหล็กที่แข็งแรง

...นั่นก็คือความรัก ความเข้าใจกันของคนในครอบครัว  ซึ่งพวกเรามีอยู่แล้ว ^^

บ้านที่ดี ยังต้องมีผนังปูนหรือไม้ จึงจะสมบูรณ์ ไว้หลบแดดหลบฝนหลบลมแรงๆ ได้

...นั่นก็คือ ปัจจัยภายนอกพื้นฐานที่จำเป็นต้องมี  คือ เงิน นั่นเอง

แล้วจะสมบูรณ์สูงสุด ก็เมื่อมีเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน พร้อมอยู่

...ซึ่งนั่นก็คือ ปัจจัยที่ต้องมีไว้หาสิ่งเหล่านี้มาเพิ่มเติม นั่นก็คือ เงิน และ เวลา นั่นเอง

 

เงิน!  เวลา!

เงินไว้จับจ่ายปัจจัยพื้นฐาน ..อาหาร...ที่อยู่...เครื่องนุ่งห่ม..ยารักษาโรค...ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ

เงินไว้สนองความใฝ่ฝัน  ไปเที่ยว  ช้อปปิ้ง กินหรูๆ  แบ่งส่วนคืนแก่สังคม

เวลา ไว้อยู่กับคนที่เรารัก ได้ดูแลกัน

 

เงินเท่าไหร่ จึงจะพอ?

เวลาเท่าไหร่ จึงจะเพียงพอ?

 

เรื่องจำนวนเงิน ฉันแอบคำนวนคร่าวๆ ไว้ในใจแล้วล่ะ (แต่ไม่บอกหรอก ฮิฮิ)

ส่วนเวลา ...  ถ้าฉันต้องทำงานเป็นลูกจ้าง 

ฉันจะกำหนดเวลาทำงานได้เหรอ

จะกำหนดเวลาอยากว่างได้เหรอ

ถ้าสมมติ แม่กับพ่ออยากไปเที่ยวบ่อยๆ  แล้วฉันจะลางานพาไปบ่อยๆ ได้เหรอ

 

มีข้อสงสัยที่มากมายจริงๆ

ฉันในตอนปี 2 ยังคิดเรื่องนี้ไม่ตก

จึงเริ่มง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองเป็นอันดับแรก

 

ฉันเปลี่ยนแปลงการใช้เงินโดยสิ้นเชิง

ฉันไม่หยิบเงินให้กับสิ่งของและเรื่องไร้สาระอีกต่อไป  จะซื้ออะไรต้องคิด

1. มันถูกใจฉันไหม  2. ฉันใช้มันได้จริงๆ ไหม  3. จำนวนการใช้คุ้มค่าไหม  

หรือ  ถูกใจ-ใช้ได้-คุ้มค่า  นั่งเอง

หลังจากเริ่มได้ไม่นาน  ฉันก็พบว่า 

ฉันกำจัดการซื้อของที่เคยมานั่งเสียดายเงิน ได้แทบทั้งหมเลย

(ประมาณ 95.55% >>>ดูเว่อร์เนอะ ^^)

 

เรื่องการใช้เวลา

ฉันปรับเปลี่ยนให้ทุก 1 นาทีมีความหมาย

ตั้งแต่ เลือกลงวิชาเรียนที่ตัวเองสนใจเท่านั้น  โดยไม่คำนึงว่าเกรดจะได้มาง่ายหรือยาก

ฉะนั้น ฉันจึงไม่เคยนั่งเบื่อ หรือโดดเรียนเลย

 

เมื่อว่างจากการเรียน ฉันก็มักไปขลุกอยู่กับ เพื่อนสนิทเจ้าเก่า คือ ลูลู่ นั่นเอง

ทำตัวเบาๆ ให้ลู่พาไปไหนต่อไหน

ที่ปล่อยตัวอย่างนี้ ก็เพราะลู่มักจะนำฉันไปในที่ดีๆ น่ะสิ

เช่น พาฉันไปเรียนรู้เรื่องธุรกิจ  การสร้างทัศนคติที่ดี  การสร้างกำลังใจ

 ถ้ายังว่างอีก ฉันจึงค่อยดูหนัง หรืออ่านนวนิยาย ตามประสาคน(เคย)รักมันมากๆ

 

ฉันทำอย่างนี้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็คือราวๆ 2 ปีแล้ว

 

ฉันรู้สึกมีความสุขมาก

รู้สึกว่า ทุกวันที่ฉันตื่นขึ้นมา ช่างมีความหมาย และมีคุณค่า

มีสิ่งดีๆ ที่รอฉันอยู่  (เพียงแค่ฉันจะดันตัวออกจากผ้าห่มหนานุ่มเท่านั้น ^^)

 

ฉันสามารถโทรศัพท์คุยกับพ่อแม่ได้อย่างภุมิใจและมีความสุข 

เพราะฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่หยุดนิ่งที่จะทำอะไรดีๆ เพื่อพวกท่านอยู่

 

ฉันขอบคุณ...

ทุกสิ่งดี-ร้าย ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ทุกคน ที่เข้ามา ยังอยู่ จากไปแล้ว และกำลังจะเข้ามาใหม่

หนังสือมีสาระ และไร้สาระทุกเล่ม

หนังทุกเรื่อง

Facebook

และขอบคุณ Blog นี้  ที่ทำให้ฉันได้รู้สึกว่า กำลังทำอะไรดีๆ อยู่

และทำให้ฉันได้กลั่นกรองความคิดของตัวเอง

ฉันถึงได้รู้ชัดเจนเลยว่า  " ฉันรู้สึกมีความสุขมากขึ้นมากๆ"

 และที่สำคัญ ฉันขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่อ่าน ที่คอมเมนท์

ทุกการอ่าน ทุกการเมนท์ คือกำลังใจที่เพื่อนๆ มอบให้ฉัน

 

ฉันรู้ดีว่าบล็อกนี้คนอ่านไม่เยอะเลย

แต่ก็ไม่เป็นไร  แม้จะมีคนอ่านเพียงแค่คนเดียว

ฉันก็ยังจะเขียนอยู่

^^

ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

" อยากขอบคุณเธอเหลือเกิน  ที่ยังรักกันเรื่อยมา

เป็นกำลังใจ ให้ฉันทุกเวลา  ไม่ว่าอยู่ไหนก็ตาม

ฉันมีแต่เพลง กับใจ มอบให้เพียงเธอ

ด้วยความตื้นตันจากใจ ที่เธอดีกับฉัน

ได้ยินเพลงนี้เมื่อไหร่ ให้คิดถึงกัน

เธอจะมีฉันเฝ้าคอยห่วงใย

จะส่งความรักด้วยเพลง ให้เธอสุขใจ

ทุกความรู้สึกที่มีนั้น กลั่นจากใจฉันถึงเธอ"

 

ปล. ขอบคุณเพลง "จากฉันถึงเธอ" ของ The Generations (เก่ามาก)

edit @ 26 Feb 2010 15:20:17 by ThaiNewWave

ความเดิม...

หลังจากได้สะกิดใจจากคำถามเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของเพื่อน

ฉันก็ได้คิดทบทวนกับชีวิต  แล้วฟื้นฟูความใฝ่ฝันของตัวเอง

ฉันพบว่า "ครอบครัว" และ "อิสรภาพในการดำเนินชีวิต" คือสิ่งที่ฉันต้องการ

แล้วจะทำอย่างไร ฉันถึงจะได้มันมาล่ะ

 

...เวลาในชีวิตของคนเราไม่ได้เดินเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา

แต่มันดำเนินไปเช่นนาฬิกาทราย

ทรายของเรากำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่ทรายของพ่อกับแม่ กำลังลดลงเรื่อยๆ

เพื่อมาเติมเต็มชีวิต...มาเติมเต็มทรายของเรา

ฉันไม่อยากเป็นคนหนึ่ง ที่ต้องจุดธุปต่อป้ายวิญญาณของพ่อกับแม่ แล้วบอกท่านว่า

" พ่อกับแม่คะ  หนูประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วนะคะ พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วง "

เพราะเมื่อถึงเวลานั้น มันก็สายไปเสียแล้ว...

 

ฉันขนลุกซู่...  เพราะผู้พูด เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุห่างจากฉันไม่กี่ปี

'ทำไมพี่เขาถึงคิดได้มากขนาดนี้นะ'

ฉันขนลุกซู่  เพราะมันกระแทกใจ

 

พ่อกับแม่ ฉันกับพี่สาว และนาฬิกาทราย

เราต่างมีความรักความห่วงใยต่อกัน  สมควรอย่างยิ่งที่พวกเราจะได้รักและอยู่ดูแลกันตลอดไป

แต่ความจริงของชีวิตก็ไม่เป็นเช่นนั้น

ร่างกายของคนเรามีวันหมดอายุ...

ฉันกับพี่ยิ่งเติบโต  ยิ่งเข้มแข็ง   พ่อกับแม่ก็ยิ่งแก่ตัว ยิ่งอ่อนแรง

 

ตอนที่ได้ฟังเรื่องเวลากับนาฬิกาทรายนี้  ฉันกำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 2

คณะนิเทศศาสตร์

จำได้ว่าตอนเอนทรานซ์ติดเข้าที่นี่  พ่อกับแม่ดีใจมากๆ  ยิ้มหน้าบานไปหลายวัน ^^

ฉันเองก็ภูมิใจมาก  เพราะมันเข้าใกล้ความใฝ่ฝันของฉันที่จะได้เป็นนักข่าว

 

พอได้เข้ามาเรียน  ฉันก้มีความสุขดี สนุกสนานดี และมีอิสระมาก...

วิชาไหนที่ชอบเรียน ก็จะตั้งใจเรียนมาก

วิชาไหนที่ไม่ค่อยชอบ ก็เข้าไปนั่งฟังเฉยๆ  เหม่อลอยไปเรื่อย  ไม่ก็โดดมันซะเลย

ตกเข้าช่วง midterm หรือ final จึงจับหนังสือมาอ่านอย่างบ้าคลั่ง! 

intensive สุดๆ  ยิ่งกว่ามาม่าต้มยำน้ำข้นเสียอีก  ฮ่าฮ่า

 

ฉันคิด...ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ประถม มัธยม ยันมหาวิทยาลัย 

ฉันเป็นคนกำหนดเวลาตื่น นอน เรียน เล่น ทำงาน เองตลอด

อยากจะตื่นสายก็แค่ไปเรียนช้า (หรือโดด)

อยากจะนอนดึก   ก็แล้วไง? ไม่เห็นต้องรับผิดชอบอะไรเลย 

อยากจะช้อปปิ้ง ก็ใช้ไป  ทีละสิบ ร้อย หลายร้อย 

ตกปลายๆ เดือน  จึงค่อยๆ ลูบ ATM คุณแม่รี เบาๆ 

 

ทำไมถึงได้สบายอย่างนี้นะ  ฉันทำลงไปได้ไงกันเนี่ย?

 

มีคนพูดว่า

"ทุกครั้งที่เรารู้สึกสบาย  จงรู้ไว้เลยว่า 

มีคนอย่างน้อยสองคนที่เขากำลังลำบากเพื่อเราอยู่"

ยิ่งเราสบายมาก  เขาก็ยิ่งลำบากมาก...  ฟังดุเป็นสมการที่สอดคล้องกันดีเนอะ

ฟังดูเจ็บปวดชอบกล...

 

ที่ผ่านมา ฉันทำอะไรลงไปกับคนที่ฉันบอกว่า "รักมากๆ  มากเสียยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง"

ฉันคงไม่สามารถยกเหตุผลพวกมากลากไป ว่า  " ก็เหมือนที่วัยรุ่นทั่วๆ ไปเป็นกัน "  มาแก้ตัวได้

เพราะมันไม่ยุติธรรมกับคนที่เขาทำเพื่อฉันเลยสักนิด

จู่ๆ น้ำใสๆ ก็พาลไหล  รสชาติปะแล่มๆ 

ฉันในตอนนั้น เจ็บที่หัวใจมาก

 

ฉันหยิบเอารูปครอบครัวขึ้นมาดู  ทุกคนยิ้มอย่างมีความสุข  สีหน้าของพ่อกับแม่อ่อนโยนมาก

แม่กับพ่อที่ขยันขันแข็ง... ตื่นแต่เช้าทุกวันไปทำงาน  นอนก็ไม่ดึก เพราะท่านรู้ ท่านมีภาระในวันพรุ่งนี้มากมาย

แม่กับพ่อที่สมถะ  ไม่ค่อยซื้ออะไรให้ตัวเอง  เพื่อใครกัน ถ้าไม่ใช่ฉันกับพี่สาว

 

ฉันว่าฉันรักท่าน  ฉันว่าฉันรักครอบครัวของเรา

แต่จริงๆ แล้ว ฉันทำอะไรเพื่อท่านบ้าง?

จริงๆ แล้ว  ฉันเคยเสียสละอะไรบ้างไหม

... เหมือนสายใยบางๆ ผูกปลายข้างหนึ่งไว้ที่ฉัน และปลายข้างหนึ่งที่เธอ

ให้ฉันและเธอ รับรู้ถึงความ ผูกพัน

ให้รู้ทุกเวลา ว่าเธอนั้นยังมีฉัน และเธอก็มีความหมาย

เมื่อเธอร้องไห้ มีคนเสียใจ กว่าเธอ

จะยังมีฉัน ที่คอยดูแลไม่ห่าง เจ้าหญิงของฉัน ฉันยินดีทำทุกอย่าง

ไม่ว่าวันใด ที่เธออ้างว้าง ยังมีที่ว่างที่เดิม ของเธอ

ฉันหวังไว้ทุกวัน ให้วันของเธอสดใส ให้เธอได้เป็นดังหวัง

เรื่องราวทุกอย่าง ยังมีสายใย ระหว่างเรา...


 

รักของพ่อกับแม่ ก็ยิ่งใหญ่และมั่นคงเช่นนี้แหละนะ

 

ปล. ขอบคุณเพลง "เจ้าหญิงของฉัน" ของ กัปตัน ภูธเนศ

.........................................................

 

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านค่ะ

น้องปูในตอนปี 2 ก็มีความคิดความอ่านเช่นนี้แล

ดูน่าหนักใจจริงๆ นะคะ

คงต้องเอาใจช่วยกันต่อไป 

ปูตัวน้อยๆ ที่เสียน้ำหูน้ำตามาขนาดนี้แล้ว  คงต้องได้คิดอะไรบ้างแหละน่า

 

แล้วพบกันค่ะ

^^

edit @ 25 Feb 2010 14:45:02 by ThaiNewWave

ความเดิม...

 

หลังจากที่ฉันได้คิดถึงชีวิตในอนาคต ในแบบที่ฉันอยากเป็น

 

ฉันก็พบว่า ฉันอยากมีครอบครัวที่มีความสุข มีความมั่นคง  มีอิสรภาพด้านเวลา และการเงิน  แล้ว

ยังอยากไปเที่ยวรอบโลก

 

ฉันจึงคิด...คิด...คิด  ฉันจะเป็นอย่างที่ฉันวาดภาพไว้ ได้อย่างไรนะ?

 

 

ว่าแล้ว...ในเวลาไม่กี่อึดใจ

 

ฉันก็พาตัวเองไปอยู่ที่ห้องของเพื่อนสนิทตาใสแบ๊ว ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้

 

" ลูลู่ เราอยากเข้าใจเรื่องชีวิตอ่ะ "

 

"เอ๋??  ปูอยากเข้าใจเรื่องอะไรเหรอ "

 

" เราเพิ่งนึกออก  ว่าเรามีความฝันยังไง

 

เราอยากมีครอบครัวที่อบอุ่น มีเงินมีทองให้พ่อแม่ใช้  เลี้ยงดูพ่อแม่ให้สุขภาพดี

 

เราอยากมีเงิน มีเวลา จะทำอะไรเมื่อไหร่ก็ได้  แล้วก้ได้แบ็คแพคไปอิลี  ไปเที่ยวรอบโลก"

 

 " โอ้โห"  ตาของเพื่อนเป็นประกาย

 

" ปูนึกออกแล้วเหรอว่าปูอยากเป็นแบบไหน "  ว่าแล้ว เจ้าหล่อนก็หัวเราะ ฮ่าฮ่าฮ่า

 

 

เพื่อนเอื้อมมือหยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากบนหัวเตียงของเธอ ส่งให้ฉัน

 

" เชื่อ "

 

" อืม  เป็นหนังสือที่เราชอบมาก  มันทำให้เราได้คิดกับตัวเองมากๆ เลย

 

แล้วผู้แต่ง ริช..เดอโวส  ก็เป็นคนที่เรารักและศรัทธามากๆ ด้วย"

 

 

ฉันรู้ว่า ริช เดอโวส คือผู้ร่วมสถาปนาธุรกิจเครือข่ายหนึ่ง

 

 และฉันก็รู้สึกดีต่อท่านด้วย  เพราะฉันชอบแนวทางการทำธุรกิจที่ดี ของบริษัทนี้

 

 

" งั้นเรายืมไปอ่านนะ"

 

 

เชื่อ...หนังสือเล่มเล็ก ขนาดเท่าฝ่ามือ ความหนาร้อยกว่าหน้า...

 

ฉันเริ่มลงมืออ่านอย่างตั้งใจ

 

 

ริชพูดเป็นประโยคแรกกับคนอ่านว่า

 

" จงกล้าที่จะ เชื่อ ในความฝันของคุณ  และทำตามความฝันนั้น

 

ให้โอกาสความฝันของคุณได้เกิดบ้าง "

 

 

นับจากหน้าแรก ก็มีอีกนับสิบประโยค ที่ทำให้ฉันรู้สึกอึ้ง และประทับใจในควาวเดียวกัน 

 

คนดีที่ประสบความสำเร็จ...คิดกันอย่างนี้เองหรอกหรือ

 

 

ริชบอกว่า

 

" คนที่ตั้งเป้าหมายต่ำ มักจะบรรลุเป้าหมายของตนเองได้ง่ายๆ

 

นั่นก็เพราะเขาแทบไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรเลย  ก็เลยทำไม่สำเร็จ

 

แต่ชีวิตของคนเราไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น

 

ผมเชื่อว่า พลังที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกก็คือ ความตั้งใจของมนุษย์คนที่มีความเชื่อในตัวเอง

 

คนที่กล้าตั้งเป้าหมายไว้สูง และตรงไปสู่จุดหมายที่ต้องการ 

 

จะบรรลุสิ่งที่เขาต้องการในที่สุด "

 

 

ริชบอกให้ฉัน เชื่อ ว่า ฉันทำได้ 

 

ฉันสามารถทำอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ตราบใดที่ฉันเชื่อ

 

แล้วฉันก็จะพบว่ามีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับฉันรอบๆ ตัว

 

 

จากนั้น เมื่อพลิกอ่านไปจนจบเล็ม  ฉันพบว่ามีเป็นร้อยประโยคที่ฉันประทับใจ

 

ทำไมคนๆ หนึ่งถึงสามารถ คิด พูด และทำ ด้วยจิตวิญญาณ ด้วยความดีงามได้ขนาดนี้นะ

 

 

ฉันคิด...ฉันจะเป็นคนดี และประสบความสำเร็จ ตามรอยความคิดของริชบ้าง

 

 

วันนั้นทั้งวันกระทั่งหลับตาลง ฉันรู้สึกเป็นสุข และมีความหวัง

 

หวังอย่างเต็มเปี่ยม ว่าฉันจะเป็นผู้หญิงที่มีความสุขและประสบความสำเร็จ

 

ฉันรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่

 

ฉันกระตือรือร้นที่จะตื่นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อพบเรื่องดีๆ ของชีวิต

 

 

 

...เพราะฉันนั้น ต้องการมีเสี้ยวนาทีที่ยิ่งใหญ่

 

ให้ใจจดไว้นานเท่านาน

 

อยากจะได้ภูมิใจ ที่มือฉันเคยได้เอื้อมผ่าน

 

ได้เก็บดาวที่แสนไกล ด้วยตัวฉันเอง...

 

 

ฉันหลับทั้งๆ ที่อมยิ้ม ได้ไงกันเนี่ย !

 

.............

 

 

ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนสำหรับการติดตามค่ะ

 

แล้วเราก็พบว่า "ฉัน" ได้นำพาสิ่งดีๆ แนวคิดดีๆ เข้ามาสู่ชีวิตของเธอ

 

ทำให้เธอมีความสุข มีความกระตือรือร้น อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 ตอนนี้หนูปู ก็มีความฝัน เป็นของตัวเองแล้ว 

 

แล้วหนูปูยังต้องการอะไรต่อไป

 

 

 

เอาใจช่วย หนูปู กันด้วยนะคะ

 

^_^

 

 

ปล. ขอบคุณเพลง นาทีที่ยิ่งใหญ่ ของ คริสติน่า อากีลาร์

 

 

edit @ 14 Feb 2010 06:07:12 by ThaiNewWave

edit @ 14 Feb 2010 14:26:32 by ThaiNewWave

แรงบันดาลใจ...Part 2 It's My Life!

posted on 14 Feb 2010 03:36 by thainewwave

ความเดิม...

 

เพื่อนสนิทของฉันถามถึง ความใฝ่ฝัน ความหวังในชีวิตอนาคต

 

ว่าฉันมีความใฝ่ฝันอะไร เห็นภาพตัวเองเป็นแบบไหน ในอีก 20 30 40 ปีข้างหน้า

 

แล้วฉันได้ทำอะไรเพื่อให้บรรลุภาพฝันเหล่านั้นบ้างหรือยัง

 

ฉันจึงได้โป้งเช้ง! กับตัวเอง  ว่าฉันนั้นไร้ซึ่งจุดมุ่งหมายสิ้นดี

 

และนั่น...ทำให้ฉันวิตกกังวลอย่างแรง!

 

 

 

 

 

ฉันค่อยๆ คิด...ชีวิตของฉัน ณ ขณะนั้น ...ฉันทำอะไรบ้าง

 

ฉันเห็น... หนังสือนวนิยายและเรื่องสั้นหลายเล่มวางกองข้างเตียง

 

             ...แผ่นดีวีดีเรียงเป็นตับบ้านชั้นหนังสือ(ไปยืมเพื่อนมา)

          ...ถุงใส่รองเท้าคู่ใหม่ที่เพิ่งซื้อมา  แต่เริ่มไม่ค่อยชอบมันแระ  ใจด่วนซื้อไปหน่อย

 

 

ฉันคิด ... ฉันรักการอ่านนิยาย  ชอบดูหนัง  ชอบฟังเพลง

 

เพลิดเพลินทุกที กับการเดิน seeing(almost) & shopping

 

 

ฉันคิด... แล้วฉันได้อะไรจากสิ่งเหล่านี้  นอกจากความเพลิดเพลินใจชั่วคราว

 

 

ฉันเริ่มสงสัย... ฉันมีความสุขกับมัน แต่มันจะดีเหรอ  หากฉันไม่คิดถึงอนาคต

 

แล้วใช้ชีวิตมีความสุขเอื่อยๆ ชิวๆ ต่อไป

 

 

 

 

ฉันเริ่มคิดถึงอนาคต ...  ฉันอยากมีชีวิตแบบไหน

 

 

ไม่ทันไร  ภาพของพ่อกับแม่ก็ปรากฏออกมา

 

จากนั้น ก็บ้านของเรา สนามหญ้ากว้างๆ และมีฉัน กับ พี่สาว

 

ทุกคนใบหน้าแต้มด้วยความสุข  ดูมีสุขภาพดี อยู่ดี กินดี

 

 

 

 

จากนั้น ฉันก็เห็นตัวเอง ดูท่าทางกระฉับกระเฉง และมีความสุข 

 

อากัปกิริยาดูดี หน้าตาเลยพลอยดีตาม ฮ่าฮ่า(อย่าเพิ่งอ้วก)

 

ฉันกำลังจะไปเที่ยวรอบโลก (แบบแบ็คแพค)

 

เป็น " ฉัน " ที่มีเงิน  เป็น " ฉัน " ที่มีเวลา 

 

และเป็นฉัน " ฉัน " ที่มีอิสรภาพ จะไปที่ไหน จะทำอะไรก็ได้

 

 

 

 

 

ชีวิตที่มีความมั่นคง และมีอิสรภาพ

 

เงินที่พอใช้ไม่ขัดสน  และมากพอที่จะเอาไปทำในสิ่งที่ต้องการได้

 

เวลาชีวิต ที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง...

 

 

ความรู้สึกกระตืนรือร้นและมีความหวังเมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้...ทำให้ฉันรู้สึกมีพลังจริงๆ

 

 

It's My Life

 

My heart is like an open highway

 

Like Frankly said, " I did it my way " 

 

I just wanna live while I'm alive.

 

'Cause it's my life! 

 

 

 

 

ฉันอยากใช้ชีวิต  ไม่อยากให้ชีวิตมาใช้ฉัน

 

 

 

แล้วฉันจะทำอย่างไร เพื่อให้ได้รับสิ่งเหล่านี้ล่ะ

 

 

.... .... .... 

 

 

 

 

ระหว่างที่ "ฉัน" กำลังคิดอยู่นี้

 

 

เราขอจบเรื่องตอนนี้ไว้เท่านี้ก่อนนะคะ  เพราะเพื่อนๆ คงจะเริ่มเหนื่อยอ่านกันแล้ว ^_^

 

 

 

อยากให้เพื่อนๆ ลองคิดดูกับตัวเองค่ะ

 

ว่าเพื่อน มีความฝันอะไรในชีวิต มีความต้องการอันยิ่งใหญ่อย่างไร

 

ภาพแบบไหนคะ  ที่เพื่อนๆ อยากเห็นตัวเองเป็น 

 

 

 

โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้

 

ไม่ต้องดูถึงสิ่งที่เราเป็นในอยู่ปัจจุบัน

 

 

ภาพแบบไหนคะ  ที่เพื่อนอยากเห็นตัวเองเป็น

 

 

 

แล้วพบกัน กับ part3 ค่ะ

 

 

อย่าลืมเอาใจช่วยหนูปูด้วยนะคะ

 

 

^_^

 

ปล. ขอบคุณเพลง I't's my life ของ Bon Jovi

 

edit @ 14 Feb 2010 14:22:27 by ThaiNewWave

แรงบันดาลใจ...Part 1 แสงแรก

posted on 10 Feb 2010 03:12 by thainewwave

แรงบันดาลใจ Part 1

 

 

เคยไหมคะ  กับความรู้สึกแบบที่...

 

 

คุณกำลังใช้ชีวิตของคุณอยู่ดีๆ  ก็ดันมี เฟี้ยว!

 

 

....วัตถุบางอย่างลอยมาจากทิศไหนก็ไม่รู้   กระแทกเข้าหัวของคุณจังๆ 

เล่นเอาคุณมึน...งง...ต้องทำตาปริบๆ และพยายามมองโลกใหม่อีกครั้ง

 

 

 

  

ฉันเคยค่ะ  เมื่อไม่นานมานี้เอง

 

เหตุเกิดเพราะ  ในวันดีคืนดีนั้น

 

ฉันกับเพื่อนที่น่ารัก(น่าตี)คนหนึ่ง  กำลังคุยสัพเพเหระกัน

 

 

จากเม้าท์ๆชาวบ้าน จนกลายเป็นเรื่องชีวิตหลังเรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัย

 

 

ได้ยังไงก็ไม่รู้

 

 

 

 

เพื่อนถามฉันว่า

 

 

ปูมีความใฝ่ฝันอะไรในชีวิตเหรอ

 

 

ปูอยากมีชีวิตแบบไหน

 

 

แล้วอีก 10 ปี 20 30 ข้างหน้า  ปูเห็นภาพตัวเองเป็นแบบไหน

 

  

พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!  ฉันได้แต่อึ้งกับคำถามเหล่านั้น

 

 

ฉันไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย!

 

 

  

พอตั้งสติได้  ฉันก็อ้อมแอ้มตอบเพื่อนไปว่า

 

 

เค้าก็อยากมีชีวิตที่มีความสุขไงล่ะ

 

 

 

 

 

เพื่อนถามต่อด้วยนัยน์ตาใสแบ๊ว

 

 

มีความสุขยังไงเหรอ

 

 

ก็...มีครอบครัวที่มีความสุข  แล้วก็มีเวลาไปทำอะไรที่ชอบ อย่างไปเที่ยว...

 

 

 

ดวงตาใสแบ๊ว เริ่มปรากฏแววเข้าใจ

 

 

แล้วทำไง ปูถึงจะมีอย่างนั้นได้ล่ะ 

ปูได้คิดทำอะไรเพื่อให้มีครอบครัวที่มีความสุข  หรือมีเวลาว่างไปเที่ยวบ้างรึเปล่า

 

 

ต้องคิดแล้วเหรอ?!?”

 

 

 

และแน่นอน  ดวงตาใสแบ๊วคู่นั้นจ้องฉันนิ่งด้วยความประหลาดใจ...

 

 

 

ฉันกับเพื่อนจบการสนทนากันในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา อย่างไรก็จำไม่ได้แล้ว

 

 

แต่สิ่งที่ฉันได้รับในวันนั้น  มันเหมือนมีระฆังมา ฉึ่ง!

 

ที่ข้างหูดังๆ จนสะเทือนไปถึงสติสัมปะชัญญะว่า

 

 

ชีวิตของฉัน หลังจาก entrance ที่ผ่านมา 

 

ช่างไร้เป้าหมาย  ขาดแรงจูงใจ และไม่มีความกระตือรือร้น

 

ที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่าเดิมเลย 

 

 

 

 

แหง่ว...แหง่ว...แหง่ว...

 

 

ฉันรู้สึกว่า ทั้งตัวและหัวใจดวงน้อยๆ ฟีบ...ลง...อย่างเห็นได้ชัด

 

 

โลกวันนี้ ช่างไม่น่าอภิรมย์

 

 

"...ความมืดมิด  อยู่ตรงนี้ 

ไม่มีแสงดาวสักดวง  ไม่เห็นแสงเดือนดวงไหน

 

ควานหา  ว่าตัวฉันยืนที่ใด  ไม่รู้ ไม่เจออะไร

 

ข้างในดวงใจ  ใครที่เห็นฉันบ้าง

 

มีแต่ความกลัว  กลัวเพราะมันแสนอ้างว้าง

 

หลับตา ลืมตา ไม่เจอสักครั้ง..."

  

 

เอาล่ะค่ะ  ขอพักเรื่องไว้เท่านี้ก่อนนะคะ

 

 

พรุ่งนี้มาลุ้นกันต่อ ว่า ฉัน ที่กำลังเหี่ยวได้ที่

 

จะทำอย่างไรกับชีวิตที่เหลือของเธอ  (ซึ่งจริงๆ ก็คือเรานี่แหละค่ะ ฮ่าฮ่า)   

 

ปูตัวน้อยๆ  ขอลาเพื่อนๆ ณ บัดนี้ล่ะค่ะ

 

สวัสดีค่ะ

 

 

ปล. ขอบคุณเพลง "แสงแรก" ของ Bodyslam

 

edit @ 14 Feb 2010 14:21:50 by ThaiNewWave

ต๊กกะใจ เงินเยอะจัง!

posted on 03 Feb 2010 10:12 by thainewwave

ปฏิบัติการมาร์ชมาลโลว์ออมทรัพย์ทวีคูณ ดำเนินมาถึงวันที่ 10 แล้วค่ะ 

ขอเล่าย้อนนิดนึงว่า มาร์ชมาลโลว์ออมทรัพย์ทวีคูณ ก็คือ การเก็บเงินแบบเท่าทวีคูณทุกวัน

เริ่มต้นจากวันแรก 1 บาท  ดังนี้

วันที่       1              =             1              บาท        จำนวนเงินรวม    1              บาท

วันที่       2              =             2              บาท        จำนวนเงินรวม    3              บาท

วันที่       3              =             4              บาท        จำนวนเงินรวม    7              บาท

วันที่       4              =             8              บาท        จำนวนเงินรวม    15           บาท

วันที่       5              =             16           บาท        จำนวนเงินรวม    31           บาท

วันที่       6              =             32           บาท        จำนวนเงินรวม    63           บาท

วันที่       7              =             64           บาท        จำนวนเงินรวม    127         บาท

เรื่องดำเนินได้ถึงวันที่ 7 เราก็รู้สึกว่า 

การอดทนอดใจไม่ใช่เงินที่ดูเล็กน้อย...ไม่มีความสำคัญ ในแวบแรก 

เพื่อที่จะสะสมความสำเร็จ  มันเวิร์คจริงๆ ค่ะ 

เพราะมันให้ผลตอบแทนอย่างมหาศาลในภายหลัง 

เพียงแค่ 7 วัน  จาก 1 บาท  กลับกลายเป็น 127 บาท

แล้วถ้าสัก 30 วัน จะเกิดอะไรขึ้น! 

 

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิคะ  ว่าถ้าเพื่อนๆ ลองคิดเรื่องการสะสมเงิน เป็นเรื่องอื่นๆ ในชีวิตของเพื่อนๆ เช่น

ฉันจะลดการเล่มเกมส์ลงวันละ 1 ชั่วโมง

แล้วเอาช่วงเวลานั้น ไปทำอะไรที่มีสาระ เช่น อ่านหนังสือทบทวนบทเรียน

เชื่อเถอะค่ะ ว่าเมื่อถึงปลายภาค  คะแนนของเพื่อนๆ ต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน 

 

มีงานวิจัยบอกว่า 

ถ้าเราใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทุกๆ วัน เป็นเวลา 5 ปี 

เราก็จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น 

 

กลับมาที่เรื่องสะสมเงินต่อนะคะ

พอเรื่องดำเนินมาถึงวันที่ 8 คือเมื่อวานนี้เราก็เริ่มเกิดปัญหาค่ะ 

เนื่องจาก เรามีการออมเงินแบบทวีคูณ ถูกต้องไหมคะ

เพราะฉะนั้น  วันที่ 8 เราจึงต้องออมเป็นสองเท่าของวันที่ 7  ซึ่งก็คือ เราต้องออม 128 บาท

ซึ่งจำนวนเงิน 128 บาทนี้  ก็นับว่ามากพอ ที่จะเบียดเบียนค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวันเราได้เลย

เราจึงขอออมเงินจริงที่จำนวนสุดท้ายที่เป็นไปได้สำหรับเรา คือ 64 บาทค่ะ

ส่วนเงินที่เหลือ ที่ต้องออม  เราจะใช้ แบงค์การโม่ แทนนะคะ ^_^ 

 

เพราะฉะนั้น  จึงสรุปได้ว่า

เมื่อวานซืน (วันที่ 8)  เราต้องออมเงินประจำวัน 128 บาท  รวมเป็นเงินออมทั้งสิ้น 128+127 บาท

เราออมเงินจริง 64 บาท      และ เงินกาโม่อีก 128 – 64 = 64 บาท 

เมื่อวาน (วันที่ 9)  เราต้องออมเงินประจำวัน 256 บาท  รวมเป็นเงินออมทั้งสิ้น  256+ 128+127บาท

เราออมเงินจริง 64 บาท      และเงินกาโม่อีก  256-64  = 192 บาท 

วันนี้ (วันที่ 10)  เราต้องออมเงินประจำวัน 512 บาท  รวมเป็นเงินออมทั้งสิ้น  512+256+ 128+127บาท

เราออมเงินจริง 64 บาท      และเงินกาโม่อีก  512-64  = 448 บาท    

 

จากแนวคิดของมาร์ชมาลโลว์ที่ว่า

ให้ชะลอความพึงพอใจ ณ ขณะนี้ลงก่อน 

เพื่อผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าในระยะยาว 

ทำให้เราเริ่มคิดเรื่องการใช้จ่ายทางการเงิน 

จนก่อเกิดเป็นบัญชี มาร์ชมาลโลว์ออมทรัพย์ทวีคูณนี้ 

สิ่งที่เราได้เรียนรู้ จากการทำบัญชีง่ายๆ นี้ก็คือ

1.       จงอย่าดูถูกพลังแรกเริ่มอันน้อยนิด  ความสำเร็จสามารถสะสมได้

2.       เมื่อเราชะลอการทำตามความพอใจ ณ ปัจจุบันลง 

เราก็ย่อมคาดหวังถึงผลตอบแทนที่ดีกว่า/ การบรรลุเป้าหมาย ในระยะยาวได้

3.       เมื่อเราได้ตั้งเป้าหมาย(ตัดสินใจ) มุ่งมั่น และอดทน  ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

4.       เมื่อได้ตัดสินใจจะทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างมุ่งมั่นแล้ว 

เราก็จะเข้าใจ 3 สิ่งนี้ คือ

1.       สิ่งที่ต้องทำ  เพื่อบรรลุเป้าหมายของเรา

2.       สิ่งที่ควรทำ

3.       สิ่งที่อยากทำ 

 

ทั้ง 3 สิ่งนี้  เราขอพูดถึงในคราวหน้านะคะ  ซึ่งจะอิงอยู่กับวิถีการจัดเวลาของเราด้วยค่ะ

ทำไม คำสั้นๆ พูดง่ายๆ 3 คำ ถึงดูมีอะไรๆ จัง

มาพบคำตอบกันใน entry หน้านะคะ 

 

โชคดีกับทุก ๆวันค่ะ

 

edit @ 15 Feb 2010 15:58:05 by ThaiNewWave